ลูกเอ๋ย..การที่พวกเจ้าได้มีโอกาสฟังธรรมได้นั้น ต้องเป็นบุคคล 3 ประเภทนี้เท่านั้น

644
Loading...

มนุษย์ที่จะฟังธรรมได้มี 3 ประเภท 
1.ต้องเป็นมนุษย์ที่มีทุกข์เเล้ว
2.มนุษย์นั้นอยากพ้นทุกข์เเล้ว
3.บารมีที่สั่งสมมาตั้งเเต่ชาติปางก่อนได้มาถึงเเล้ว

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า การได้ยินได้ฟังธรรมเป็นของยาก  ยากพอๆกับการปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์  ยากพอๆกับการได้เกิดเป็นมนุษย์  เพราะการที่จะมีพระพุทธเจ้ามาปรากฏขึ้นแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ทุกๆ ๑๐๐ ปี ๑๐๐๐ ปี  แต่นานๆจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ และประกาศสอนธรรมะให้กับสัตว์โลกสักครั้งหนึ่ง เป็นกัปเป็นกัลป์ด้วยกัน  คำว่ากัปว่ากัลป์นี้เป็นเวลาที่ยาวนานมาก  โบราณจารย์ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่า เวลาหนึ่งกัปนี้เท่ากับเวลาทุกๆ ๑๐๐ ปี  มีคนเอาผ้าไปลูบเขาพระสุเมรุสักหนึ่งครั้ง ทำอย่างนี้ทุกๆ ๑๐๐ ปี จนกว่าเขาพระสุเมรุจะสึกราบเป็นหน้ากลอง  นั่นแหละถึงจะได้เวลาหนึ่งกัปหนึ่งกัลป์ การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงใช้เวลาอันยาวนานมาก เป็นของยากอย่างหนึ่ง

ของยากอีกอย่างหนึ่งก็คือการได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ได้บำเพ็ญบุญบารมี คือรักษาศีลมาอย่างเคร่งครัดแล้ว โอกาสที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นก็ยาก เพราะการเกิดของมนุษย์ก็ไม่มากมายเหมือนกับการเกิดของเดรัจฉานทั้งหลาย  เดรัจฉานเวลามีลูกที มีเป็นครอก มีเป็นฝูง  แต่มนุษย์เรานี้มีทีละคน  บางคนก็ไม่มีเสียด้วยซ้ำไป  โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์แต่ละครั้ง จึงมีไม่มาก ถึงแม้จะได้สะสมบุญบารมีมาก็ตาม ถ้าไม่มีมนุษย์ที่จะตั้งครรภ์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์  พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสไว้ว่า  การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นของยาก  แล้วได้ทรงตรัสว่าการได้ยินได้ฟังธรรมะก็เป็นของยาก  ถึงแม้ในสมัยนี้จะมีการแสดงธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ  อย่างเช่นที่วัดนี้ก็มีการแสดงธรรมทุกๆวันเสาร์วันอาทิตย์และทุกวันพระ  แต่ความยากนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีการแสดงธรรม  ความยากนั้นอยู่ที่ใจของคนที่ไม่อยากจะฟังธรรมต่างหาก เพราะในใจของคนส่วนใหญ่ยังมีกิเลสครอบงำอยู่  กิเลสนี้ถ้าเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนกับก้อนเมฆก้อนใหญ่ๆ  ส่วนธรรมะก็เปรียบเหมือนกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์  ถ้าดวงอาทิตย์ถูกก้อนเมฆมาบดบังไว้  แสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็ไม่สามารถที่จะฉายลอดออกมาได้ 

ฉันใดจิตใจของผู้ที่มีกิเลสหนาทึบปกคลุมหุ้มห่ออยู่ จะเป็นจิตใจที่ไม่ชอบฟังธรรมะ  ลองถามตัวเราเองดูสิว่าปีๆหนึ่ง เราฟังธรรมะกันมากน้อยสักเพียงไร พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ว่า อย่างน้อยก็ควรฟังธรรมทุกๆวันพระ คืออาทิตย์หนึ่งก็ควรจะได้ฟังธรรมสักครั้งหนึ่ง ปีหนึ่งก็ต้อง ๕๒ ครั้งด้วยกัน  ในหนึ่งปีเราได้ฟังธรรมถึง ๕๒ ครั้งหรือไม่  นี่เป็นจำนวนอย่างต่ำนะไม่ใช่อย่างสูง  อย่างน้อยที่สุดควรจะฟังสักอาทิตย์ละครั้ง  เราสอบถามตัวเราเองว่า ได้ฟังธรรมสัก ๕๒ ครั้งในหนึ่งปีหรือไม่  ถ้าพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่า ในปีหนึ่งอาจจะฟังธรรมได้ไม่ถึง ๕๒ ครั้งเลย  ทั้งๆที่ธรรมะก็มีอยู่ทั่วไป  เดี๋ยวนี้ก็มีธรรมะไปถึงที่บ้าน เปิดวิทยุก็ฟังได้  โทรทัศน์ก็มีการแสดงธรรมกัน  แต่ส่วนใหญ่เวลาโทรทัศน์ช่องไหนมีการแสดงธรรม คนดูมักจะย้ายช่องกัน  กดรีโมตเปลี่ยนช่องกันเสียส่วนใหญ่  นี่จึงทำให้เป็นความยากขึ้นมา  ทั้งๆที่ธรรมะเป็นของที่ประเสริฐเลิศโลกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลก

Loading...